Your Cart

เราจดสิ่งนี้ไว้ แล้วคิดว่าทุกคนควรรู้!!

เราจดสิ่งนี้ไว้

แล้วคิดว่าทุกคนควรรู้!!


มาจากพี่ Surachai Puthikulangkura illustrator อันดับ 1 จากการจัดอันดับของ Archive พี่เค้ามองว่าชีวิตปกติในความเป็นคนไทย พวกเราชอบอ่านสารที่ออกมา เช่นตีความใบ้หวย เราตีความ เบสิคทักษะที่เค้าใช้คือหลักการนี้ เค้าคิดว่าเค้าจะสร้างเครื่องรับ ได้อย่างไร และไปเจอกฏการค้นหาความต่างในความเหมือน หาความต่างของสิ่งที่เหมือนกัน และหาความเหมือนของสิ่งที่ต่างกัน


จริงๆมันเป็นหลักการสังเกต เชื่อมโยง เป็นหลักในการย่อยสิ่งต่างๆที่ใช้ เค้าเอาสิ่งรอบตัว หาความเหมือน ต่างกันของสมุด หนังสือ ,ประตูหน้าต่าง ,โต๊ะ เก้าอี้


เช่นโต๊ะ ให้ความสำคัญกับท่อนบนร่างกาย ในขณะที่เก้าอี้ให้ความสำคัญท่อนล่าง เก้าอี้ไม่จำเป็นต้องอยู่กับโต๊ะ เช่นบังลังค์


พี่เค้าไปดูงานศิลปินระดับโลก แล้วรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกับที่เค้าเคยเรียน แล้วพบว่า เค้าเรียนจากหนังสือ แล้วภาพที่เค้าเรียนก็เรียกจากหนังสือเหมือนสิงโตที่กินกระต่ายในสวนสัตว์ เป็นกระต่ายเลี้ยง เค้าเห็นว่า เรามีชุดความคิด ประกอบด้วยชุดความเชื่อ ชุดความรู้การทับซ้อนของมันเกิดจากเราเรียนตั้งแต่เด็ก ตามความเหมาะสมช่วงเวลานั้นๆก่อตัวเป็นชุดความคิด ที่ไม่เหมือนกันของแต่ละคน ตอนนั้นพี่เค้าถามว่าถ้าชุดความคิดแบบนี้ หรือพื้นฐานที่เรามี มันผิด ในความหมายที่ว่ามันไม่พอ เช่น ถ้าเค้าเรียนต่อป.โท ชุดความคิด ความเชื่อ จะพัง เค้าเลยเปลี่ยนใหม่


เราถูกปลูกฝังให้เรียนสูงๆ แต่จริงๆ เราต้องเรียนให้ถูกต้อง สิ่งน่ากลัวที่สุด คือ เรายอมรับความจริงว่าสิ่งที่เรารู้มันน้อยเกินไป


เค้าเลยสร้างนิทานขึ้นมาเรื่องนึง สมมติมีหมู่บ้านนึงมีการประกวด แข่งขันว่าใครเดินทางได้ไกลที่สุด ชนะ คนกลุ่มแรกเชื่อว่าเดินเร็วสำเร็จก่อน กลุ่มนี้เดินทางออกไป ถึงหลักกิโลที่หนึ่ง คนจะเชื่อว่าสำเร็จ เช่นได้ที่หนึ่งในห้อง กลุ่มที่สอง เราสามารถใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น พ่อแม่ส่งไปเรียนต่างประเทศ


กลุ่มที่สาม สร้างยานพาหนะให้เดินทางเร็ว ออกเดินทางภายใต้ความเชื่อตัวเอง สิ่งที่ได้จากความเชื่อนี้ทำให้ พีเค้าไม่รีบ


ไม่ใจร้อนที่จะประสบความสำเร็จ พี่เค้ารู้ว่าเส้นทางยังอีกไกล


เค้าจัดเรียงชุดความคิดใหม่ จากที่ล้มระเนระนาด เรียงตามระบบคุณค่าของชีวิต โดยจัดใหม่หมด นิยามคำศัพท์ใหม่หมด ไม่ใช่ตามพจนานุกรม


เริ่มจากเรื่องศาสนาก่อน เรื่องชีวิต ความรัก ความสำเร็จ ความล้มเหลว ตอบตัวเองในช่วงเวลานั้น


นิยาม จัดเรียงใหม่ ค้นหาพื้นฐานแล้วไปเริ่มจากสิ่งนั้น


เค้าสมัครเรียนอาชีวะ สองปี เพราะเชื่อว่าเบสิคสำคัญที่สุด การเรียงลำดับความสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ ถามตัวเองว่า ในฐานะที่เป็นคน อะไรสำคัญที่สุด การเป็นพ่อแม่สำคัญที่สุด เป็นครูที่ดี การช่วยชีวิต พี่เค้าอาจเป็นหมอไม่ได้ เค้าสามารถเป็นครูที่ดีได้ เป็นเป้าหมายลางๆที่คิด เบสิคก็คือ พี่เค้าชอบอ่านหนังสือ สนใจสามศาสตร์ฺ


ศาสตร์ทั้งสามนี้เหมือนทางเดินขึ้นภูเขา คือ ศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ถ้าคุณมุ่งมั่นกับมันมากพอคุณจะหาความเป็นจริงของชีวิตได้


ยกตัวอย่างคำคมที่พี่เค้ารู้สึกว่ามีปัญหา จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ พอเราตีความ จินตนาการสำคัญกว่างั้นตัดความรู้ทิ้งไปเหรอ ถ้าเราไม่เข้าใจคำ ประโยคความสำคัญ จะพัง จินตนาการจริงๆมาก่อนความรู้ ไม่ใช่สำคัญกว่าความรู้


จินตนาการคือวิสัยทัศน์ กระบวนการความรู้ คือ สิ่งที่ทำให้วิสัยทัศน์หรือจินตนาการเป็นจริง ความรู้เหล่านี้อาศัยความแม่นยำ สุดท้ายเราก็ส่งนีลอารม์สตรองไปลงดวงจันทร์ได้สำเร็จ


คนทั่วไป ชอบบันทึกประจำวัน แต่พี่เค้าทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อบันทึก การล้มของระบบความคิด ผลงานชุดนี้มีสี่ชิ้น


คนที่เป็นคนดี ย่อมทำงานดี


แต่การเป็นคนดี มันยากมาก เค้าเรียกออกแบบ ดีไซน์ที่ญี่ปุ่น สองปี ไม่เคยมีใครบอกแนวคิดนี้กับเขา เรื่องการเป็นคนดี


ในช่วงที่พี่เค้ากลับไทย เริ่มทำงาน ไปเที่ยวประเทศที่ไม่เจริญ สลับกับเจริญ เห็นอะไรก็คิด มีสารส่งมาให้ตีความ มีโอกาสได้ไปฮ่องกง ไปอควาเรียม มีสารที่ส่งมา แล้วเค้าตีความ มีปลากระเบน ว่ายผ่านไป มีฉลามหัวคอนตามมา ตัวที่สามเป็นฉลาม พอมันเรียงตัวแบบนี้ เค้าคิดว่าถ้ามันเป็นเรื่องของวิวัฒนาการ ภาพอความเรียมในหัวเค้าเปลี่ยนไป ย้อนกลับไปหลายล้านปี เริ่มเห็นทฏษฏีวิวัฒนาการ คิดความคิดอย่างเช่น ถ้ามนุษย์ไม่ได้วิวัฒนาการมาจากลิงล่ะ เช่น ลิงที่มีอยู่ มันจะกลายเป็นคนไหม และเมื่อไรมันจะกลายเป็นคน มันมีความรู้ใหม่ที่เราต้องคิด และหาความรู้ คิดต่อ แล้วถ้าลิงหรือมนุษย์ถูกออกแบบมา ปรับตัว แยกสายพันธ์ กลายเป็นคน แต่จุดเริ่มต้น เกิดจากการออกแบบ ชาร์ล ดาร์วิน ไม่ได้เรียนออกแบบ ชาร์ล ดาร์วินคงคิดไม่ได้ เค้าคิดจากโลกที่เป็นระบบปิด


แต่โลกไม่ใช่ระบบปิด เรารู้ว่ามีข้อมูลอยู่ในอากาศมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สิ่งที่เกิดจากการออกแบบชัดเจนขึ้น


เค้าเริ่มถามตัวเองว่าเค้าจะค้นพบอะไรได้บ้าง เค้าเริ่มค้นหาระบบคุณค่าในชีวิต จะเรียงกันยังไง มีสามก้อนใหญ่ที่เรียง มันไม่เกี่ยวกับอะไร และสามารถ แยกอยู่ได้ด้วยตัวเอง นั่นก็คือ ความดี ความงาม และ ความคิดสร้างสรรค์


เค้าไม่อ้างอิงตามศาสนา ความเพียรคือความงาม ความสวยเป็นส่วนหนึ่งของความงาม ถ้าเข้าใจสามเรื่องนี้เราจะเป็นอะไรก็ได้ ให้ยืนอยู่บนแนวคิดสามเรื่องนี้ ถ้าโชคดี เราจะมีความรู้เรื่องอื่นด้วย


ตอนที่พี่เค้าเรียนจบมา เค้าคิดว่า เค้าจะออกแบบสมุด กระเป๋า เครื่องใช้ในบ้านใหม่หมด และพยายามทำ และคิดว่า ควรทำเรื่องใหญ่กว่านั้น นั่นคือ ทฤษฏีแรงจูงใจสี่ระดับ


ตอนที่เค้าทำกราฟิค ได้แต่งรูปด้วยคอม และชอบมาก ในขณะที่พี่เค้าเริ่มทำงานอายุ 27 เค้าเริ่มช้า เค้าเพิ่งรู้ว่าเค้าชอบรีทัช เมื่ออายุ 28 ตอนที่เค้าเริ่มทำ เค้าเริ่มรู้สึก การค้นหาความต่างและความเหมือน เริ่มเป็นธรรมชาติ


ระดับแรงจูงใจ จะกำหนดระดับความสำเร็จของชีวิต ตอนนั้นอารมณ์ที่เค้าอยากเก่ง มันเหมือนกีฬา


1.เพื่อนชวนเพื่อนมาเล่นกีฬา แต่งชุดกีฬามาเล่นกีฬา 2.ระดับออกกำลังกาย โอกาสความสำเร็จจะสูงขึ้น 3.นักกีฬาสมัครเล่น มีแรงจูงใจที่ต้องแลกเพื่อทำสิ่งนี้ ไม่เที่ยว ไม่นอนสบายอยู่บ้าน 4.นักกีฬาอาชีพ ลองจินตนาการดู ถ้าเราเก็บความตั้งใจ ทำทุกวัน ทำทุกวันค้นหาทุกวัน หาหนังสือ หาการวิจัย เราจะไปได้ไกลแค่ไหน เราหวังแค่ออกกำลังกายแล้วอยากจะไปบอลโลก คือยาก


เรื่องที่สอง ทฤษฎีการเปลี่ยนรูปสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ มีหลักของวิวัฒนาการ ใช้แนวคิดเรื่องของการแยกตัว และการรวมตัวมาพัฒนาบริษัทที่ทำ cgi และทำความเข้าใจ พัฒนากับยุคดิจิตัล เพราะตอนจบจากญี่ปุ่น พี่เค้ากลับมาทำรีทัช ตั้งคำถามว่าทำไมคนอยากไปคานส์ ไปพบความเหมือน ของงานรางวัลคืองานพวกนี้ไม่มีก็อปปี้ แล้วค้นพบ ความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่


เค้าไม่เคยคิดที่จะใส่ลายเซ็น สื่อสารยังไงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ใส่แค่ดีเอนเอเข้าไปในนั้น มันจะมีความตั้งใจ ความละเอียด งานของ illusion ซูมเข้าไป เห็นดีเทลชัดเจน